เนื่องจาก กระผมได้มีโอกาสไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่นช่วงสองเดือนที่ผ่านมาครับ แล้วจองไฟลท์กลับมายังประเทศไทยในวันที่ 15 สิงหาคม เวลา หนึ่งทุ่ม ...

ด้วยความที่เลือดโอตาคุในตัวมันเดือด มีงาน Comic Market 74 ที่ Tokyo Big Sight ในวันที่ 15 เป็นวันแรกพอดี จึงขอลองเสี่ยงตกเครื่องบิน ไปลุยงานกันหน่อยครับ

ผมเดินทางออกจากหอพักที่อยู่ในโตเกียว แต่ไกลอยู่นิดนึง ออกจากหอเวลา ตีห้า พร้อมกับแบกสัมภาระที่จะนำกลับบ้าน ไปโยนไว้ในล๊อกเกอร์ที่สถานี Shimbashi ของ JR และได้ไปถึงที่โตเกียวบิ๊กไซท์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน เวลา หกโมงครึ่ง ตอนเช้าตรู่ครับ

พอไปถึง ผมก็เดินด้อมๆมองๆ สำรวจสถานที่กันนิดนึง พบกลุ่มคนมากมาย มากมาย และ มากมาย กำลังนั่ง บางคนก็นอน ทุกคนมีเสื่อ เก้าอี้ เตียง ปลอกหมอนข้าง ผ้าเช็ดตัว พัด ร่ม หรืออะไรก็ตามที่เป็นลายอนิเมติดตัว นั่งนอนกันให้สลอน กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ โดยจะมีรั้วสีเหลืองดำล้อมรอบคนเหล่านั้นไว้ และตามรั้วก็จะมีเขียนเวลา เช่น "ตีสาม" "ตีสามสิบห้านาที" เป็นต้น

นั่นคือสภานหน้าสถานที่จัดงาน ผมก็เลยลองเดินออกห่างจากตัวตึกไป ก็ยังพบภาพเดิมๆ เดินห่างไปแล้ว ห่างไปอีก ก็ยังพบไอ้รั้วเหลืองดำเดิมๆ ขนาดเดินจนมองไม่เห็น Tokyo Big Sight แล้ว ก็ยังพบผู้คนตายกลาดเกลื่อนอยู่ จนในที่สุด จึงได้ทราบว่า นั่นคือคนที่ต่อคิวทั้งหมดครับ!!

โดยเวลาที่ผมไปถึงนั้น มีคนต่อคิวเกินหนึ่งแสนคนไปเรียบร้อยแล้ว หางแถวนี่มองไม่เห็น Tokyo Big Sight แล้วครับ จินตนาการดูนะครับ คุณอยากเข้าไปใน สยามพาราก้อน แต่หางแถวมันอยู่แถวๆหน้าประตูใหญ่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วคนต่อคิวกันบล๊อกละสี่แถว ส่วนละสามบล๊อก ไปจนถึงหน้าจุฬาน่ะครับ...

ผมก็เลย แกล้งบื้อ ทำเป็นคนต่างชาติเต็มตัว เดินไปหาสต๊าฟเลยครับ เพื่อจะหาวิธีที่ทำให้ไม่ต้องต่อคิว แต่สต๊าฟใจร้ายก็บอกแค่ว่า ให้ไปต่อคิว ที่มองไม่เห็นท้ายแถวแม้แต่นิด แล้วถ้าต่อจากจุดนั้น จะได้เข้างานเวลาบ่ายโมง (งานเริ่ม สิบโมงเช้าครับ)

แทบร้องไห้กันเลยทีเดียว งอนครับ งอน ก็เลยเดินไปนั่งกินแม๊คเป็นมื้อเช้า สบายใจเฉิบ แล้วก็เดินถ่ายรูป เก็บบรรยากาศงาน เอ๊ย บรรยากาศคน อย่างสบายๆไปเรื่อย สุดท้าย ก็เลยไปนั่งสังเกตุการณ์อยู่หน้าประตูเข้างานครับ (แต่ไม่ได้ต่อคิว... เพราะคิวมันยาวไปจนไม่เห็นหลังคาตึกแล้ว)

แต่ระหว่างด้อมๆมองๆ อยู่หน้าประตูเข้างานเวลาประมาณเก้าโมงครึ่ง อยู่ดีๆ ก็เกิดอุบัติเหตุ ผมโดนพายุคนพัดเข้าไปในงานเฉยเลย เลยเป็นอันว่าลาภลอยครับ แซงคิวคนได้เป็นแสนคนครับ เฮ!!

และทันทีทันใดที่เค้าเปิดให้เข้างาน อยู่ดีๆเค้าก็แบ่งแถวออกเป็นสองส่วนครับ ส่วนหนึ่งไปซ้าย อีกส่วนไปขวา โดยมีป้ายเป็นภาษาญี่ปุ่น คันจิบรึมอยู่ กด dict ไม่ทันครับ เลยตัดสินใจ เดินมั่ว หมายจะมุ่งสู่บูธธุรกิจ เพื่อไปหิ้วปลอกหมอนนาโนฮะกลับบ้านให้ได้ สุดท้ายก็คือ เดินไปผิดทางครับ ดันเดินไปโซนที่เค้าจะไปแต่งคอสเพลย์กัน... กว่าจะเดินกลับมาถูกทาง ก็โดนคนแซงคิวไปเป็นหมื่นละครับ - -

แล้วเนื้อเรื่องก็ไม่ได้ดีขึ้น สุดท้าย ผมก็ไปต่อคิวซื้อของบูธนาโนฮะ บูธ141 ในตำนานนั่นแหละครับ คนเยอะที่สุดจริงๆ เค้าให้มาต่อแถวกันนอกตัวตึกกันเลยทีเดียว ตากแดดหัวแดง แล้วเค้าก็ขายของได้ช้าสุดใจขาดดิ้นมากๆ ผมต่อคิวอยู่ ห้าชม. ยังไม่ได้ของครับ แล้วก็กลัวจะตกเครื่องบินด้วย พอเวลาประมาณบ่ายสอง จึงล้มเลิกความตั้งใจ แล้วไปเดินเล่นในตัวงานดีกว่า...

ภายในงาน คนเดินกันให้วุ่นเลยทีเดียว แล้วบูธก็เยอะมากๆๆๆๆ และปลอกหมอนข้างสารพัดรูปแบบ ไม่ว่าจะสำหรับเด็ก หรือ ผู้ใหญ่ ขายกันแทบทุกบูธ แต่ละบูธ ต่อคิวกันไม่ถูกเลย เพราะท้ายแถวมันจะวนออกไปนอกตึกกันเกือบหมด สรุปเลยไม่ได้ต่อคิวซื้ออะไร เดินกินบรรยากาศเอาครับ 555 (แต่ได้แวะไปบูธของ G.J. กับ May-Be Soft มา ไปซื้อการ์ดมาซองนึง สวยดี ^^)

แล้วในวันนั้น รถไฟโมโนเรลสถานีที่ลงหน้าโตเกียวบิ๊กไซท์ จำไม่ได้ละครับว่าชื่ออะไร คนแน่นอย่างกับหนอนครับ ต้องรอต่อคิวขึ้นรถไฟกันเลยทีเดียว

ไว้โอกาสหน้าจะไปล้างแค้นแน่นอนครับ Comic Market!!

ต้องเท้าความไปถึงก่อนที่จะเดินทางมาญี่ปุ่น

Nuksit Sensei : เนี่ย เดี๋ยวแลบที่ญี่ปุ่นเค้าจะมีแลบทริปกัน สนใจจะไปมั้ย

พวกเรา : ไปแล้วจะได้อะไรเหรอครับ?

Nuksit Sensei : อ๋อ คงจะได้ความรู้ใหม่ๆเยอะเลยแหละ ไปดูเทคโนโลยี โรงงาน อะไรพวกนี้ น่าจะได้ความรู้เยอะนะ

พวกเรา : อืม งั้นไปก็ได้ครับ (แต่อยากเที่ยวมากกว่าอ้ะ...)

-------------------------------------------------------------------------------

และแล้ว ก็ถึงวันที่ 21-22 ซึ่งเป็นวันเสาร์อาทิตย์ ทาง Nagai-Lab ทั้งหมด จะเดินทางไปเยือน Izu กัน โดยเสียค่าใช้จ่าย 11000 เยน โดยราคานี้ เหมารวมค่าที่พัก ค่าอาหารเย็น ค่าอาหารเช้า ค่าเหล้า ค่าสาเก ค่าค๊อกเทล ค่าเบียร์ ค่าน้ำแข็ง ค่ากับแกล้ม ค่ามิกเซอร์ เป็นที่เรียบร้อย โดยที่ในวันเสาร์ที่ 21 ทุกคนมาถึงที่หมายโดยพร้อมเพรียงกัน เวลา 10.00 ที่หน้าตึก พวกเราก็มาถึงกันก่อนเวลานิดหน่อย ก็เลยมีเวลาว่าง ถ่ายรูปเล่น ยืนดูเค้าขนของกัน (เค้าไม่ยอมให้พวกเราช่วยอะ กลัวไปทำเหล้าเค้าแตกมั้ง)

มาถึงเช้านี้ ทุกคนยกเว้นเกื้อเกิดอาการเหวอกันเล็กๆน้อยๆ เนื่องจากทุกคนแต่งตัวกันเรียบร้อยมาก กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ ส่วนพวกเราชาวไทย ไปเที่ยวทะเล ก็ต้องรองเท้าแตะสิวะ!! ไปทะเลเฟ้ย ไปทะเล!!

และวันนี้ ปิ๊กกับนนท์ ก็แต่งตัวเข้าขากันมาก เสื้อเหลืองแดงที่ไปหิ้วกันมาจาก Kichijoji เมื่อวันศุกร์ ทั้งคู่เซลฟ์กับชุดดังกล่าวเป็นอย่างมากทีเดียว

และ อากิซัง ก็มาขอแจมตามคาด 555 เสื้อเฮียเท่จริงๆครับ ใส่กลับหน้าหลังมาด้วยแน่ะ...

และหลังจากนั้น ก็ประชุมเพลิงกัน ตกลง นัดแนะ วิธีการเดินทางและทางที่จะไป และจะไปกินข้าวกลางวันที่ไหน และ บลาๆๆ... โดยพี่ไซโก เป็นทริปลีดเดอร์มั้ง เห็นเป็นคนจัดการทุกอย่างเลย

และพวกเรา 6 หน่อ ก็แยกรถกันไป โดย เรา จูน เกื้อ ไปกับรถพี่ดอน ส่วน ปิ๊ก นนท์ พีท ไปกับรถแวนเช่าของพี่ไซโก โดยมีพี่ซันไปดูแลด้วย

หลังจากการเดินทางประมาณ 1 ชม.กว่าๆ ก็ถึงเวลาอาหารกลางวัน โดยไปกินกันที่ร้านโซบะ ชื่ออะไรไม่รู้ รู้แต่ว่า โคตรอร่อยเลย ให้ตายเหอะ แต่ก็ต้องยอมจ่ายกันหนักหน่อย ตกคนละเกือบๆ สองพันเยนนะฮะ มื้อนี้

ชุดข้าวหน้าเทมปุระของ เจ้าปิ๊กกับเจ้าพีท สนนราคา 1900 เยน

ชุดอาหารกลางวันประจำฤดูกาล สเต๊กเนื้อมิโซะ ของจูน สนนราคา สองพันเยนถ้วน

ชุดครอบครัวเล็กๆของคุณโซบะ ของเรา เกื้อ และ พี่ดอน สนนราคา 1650 เยน

และหลังจากจ่ายเงิน ควักเนื้อและอาหารเป็นที่เรียบร้อย ก็เตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางกันต่อ

เรียงจากซ้ายไปขวา... พีท นนท์ เกื้อ จูน ปิ๊ก พ้ง(วี่) พี่ดอน

เอ้า ออกเดินทาง!!

ก็แยกออกไปเป็นหลายเส้นทาง แล้วแต่รถ โดยรู้สึกว่ารถส่วนใหญ่ จะมุ่งหน้าสู่ ออนเซนข้างๆโรงแรมที่จะไปพัก โดยพวกปิ๊กนนท์พีพี่ซัน ก็ไปกับกลุ่มนี้ด้วย

ส่วนทางรถของเรา พี่ดอน เรา จูน เกื้อ ก็ไปวางแผนเดินทางกันที่มินิมาร์ทก่อนเลย โดยไปเปิดคู่มือท่องเที่ยวในแฟมิลี่มาร์ท (ไปเปิดหนังสือดู แบบไม่ซื้อ... แต่สรุปพี่ดอนก็เกรงใจเค้าแล้วซื้อมาเล่มนึง ^^) ก็เลยได้ข้อสรุปว่าจะไปเที่ยวออนเซนแช่ขากัน แต่ดวงก็ไม่รองรับ อยู่ดีๆ ฝนก็เทลงมาทำให้แผนการนี้ต้องเป็นอันยุบไป พอขับรถต่อไปอีกสักพักฝนมันก็ซาลง... (กวนประสาทชะมัด) ก็เลยไปแวะพักที่สวนที่อิโต้แทน (อิโต้เป็นชื่อเมืองหรือเขตอะไรสักอย่างระหว่างทาง ไม่ใช่ อิโต้ มาโคโตะ แต่อย่างใด) มีรูปปั้นประหลาดๆ เต็มไปหมดเลย ลองดูจากภาพเอานะครับ

 

 

พี่ดอน เอนจอยอย่างสุดๆ

หลังจากจบการพักระหว่างทาง ก็ถึงคราวต้องไปโรงแรมซะที พี่ดอนก็ขับรถต่อ จนถึงโรงแรมประมาณ ห้าโมงครึ่ง เค้านัดกินข้าวกันหกโมงเย็น เรากับพี่ดอนเลยรีบบึ่ง เพราะอยากไปแช่ออนเซนก่อนกินข้าว แต่พอไปถึง ราคาที่จะเข้ามันแพงกว่าที่จะเข้าไปแค่ยี่สิบนาที เลยเป็นเอาแคนเซิล แล้วนั่งแช่ขาอารมณ์ดีแทน

หลังจากนั้นก็กลับมาที่โรงแรมพร้อมๆกับพวกที่ออนเซนเสร็จ ไปพร้อมกันในห้องอาหารของโรงแรม พี่ไซโกกล่าวเปิดงาน นางาอิเซนเซย์กล่าวคัมปาย แล้วก็... "อิทะดะคิมาสสสสสส"

และข่าวดีล่าสุดก็คือ พีทมีแฟนแล้ว!! ดูจากสีหน้ารู้สึกเจ้าตัวจะดีใจอยู่ไม่น้อย...

หลังจากนั้น ก็ถึงเวลากิจกรรมสังสรรค์ระหว่างกินข้าว หรือ เกมบิงโก นั่นเอง!!

พี่ยัตสุก็มากล่าวเริ่มเกม โดยมีพี่ชิกิเป็นลูกมืออยู่ข้างๆ

ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายดี เกมนี้มันแจกของด้วย!! แต่ของที่ได้ก็ต้องสุ่มกันอีกที บางคนได้ของที่ไม่ค่อยจรรโลงใจเท่าไร สรุป บางที นั่งเฉยๆอาจดีที่สุด... แต่สุดท้าย จูน กับ พีท ก็ได้รางวัลมา

โดยพีทได้แก้วมาใบนึง ก็ยังดี หุๆ

ส่วนจูน ได้ Thumb Drive 4 Gb มาอันนึง สุดยอดดด!!

และรางวัลใหญ่ ซึ่งเป็นรางวัลสุดท้าย ก็คือ PSP + Accessory Sets + เกม Monster Hunter แต่สุดท้ายไปๆมาๆ ผู้ได้รางวัลก็นำรางวัลนี้มามอบให้แก่พวกเรา บอกว่าเป็นของขวัญจากทุกคน ขอบคุณมากๆครับ (แต่สุดท้ายคิดว่าก่อนกลับจะเอาไปคืนแฮะ แบบว่าเกรงใจอะ...)

หลังจากนั้นสักพัก ก็เป็นอันปิดงาน (เวอร์ชั่นพิธีการ) ทุกคนจะปรบมือดังๆพร้อมกัน 1 ครั้ง และก็เป็นอันจบงาน แต่ความจริง งานเลี้ยงมันเพิ่งเริ่มเท่านั้น หึๆๆ

ก่อนจะมีการเมากันเกิดขึ้น เรา จูน เกื้อ พี่ดอน แล้วก็พี่ๆที่แลบอีก 3-4 คน ก็ขอตัวไปแช่ออนเซนกันก่อน ก็ทำการออกเดินทางไปยังออนเซนทันที ไปถึงประมาณ 3 ทุ่ม เค้าปิด 4 ทุ่ม ทำให้มีเวลาแช่ประมาณ 1 ชม. ลุยกันเลยดีกว่า

ราคาค่าเข้าก็คนละ 1600 เยนถ้วน หลังจากจ่ายเงินเข้ามาแล้ว จูนกับเกื้อ ก็แยกไปที่ชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นสำหรับผู้หญิง ส่วนพวกผู้ชาย ประกอบด้วย เรา พี่ดอน แล้วพี่ๆอีก 3 คน ก็ขึ้นไปยังชั้น 4 ทำการเก็บข้าวของใส่ล๊อกเกอร์ หยิบผ้าเช็ดตัว(ห้ามเอาเข้าไปในออนเซน) หยิบผ้าผืนเล็กๆ(เอาไว้ปกปิดส่วนล่าง) แล้วก็ถอดเสื้อผ้า วิ่งเข้าไปโลด

ก่อนอื่นเลย เค้าก็จะมีมุมล้างตัวให้ทำความสะอาดร่างกายกันก่อนจะลงไปแช่ออนเซน แล้วออนเซนก็มีอีกหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น กลางแจ้ง จากุชชี่ ในร่ม อ่าง โอ่ง ขัน สารพัดจะรูปแบบ สนุกมากมายเลยครับ แต่ไม่สามารถถ่ายรูปข้างในมาให้ดูกันได้ เพราะไอน้ำมันฟุ้งมาก ลองถ่ายมารูปนึง มองไม่เห็นอะไรเลย

หลังจากอาบน้ำ แช่ออนเซนเสร็จ ก็ออกมาแต่งตัว ใส่กางเกงเลโชว์ความเป็นไทยทันที ลงมาชั้นหนึ่ง ซดนมกาแฟไปกระปุกนึง รอจูนกับเกื้อเสร็จ แล้วก็ออกเดินทางกลับที่พักกัน เพื่อไปพบกับสงครามที่แท้จริง

หลังจากที่กลับมาถึงที่พัก เอาของไปเก็บห้อง ก็กลับไปมั่วที่ห้องอาหาร ซึ่ง ณ บัดนี้ เปลี่ยนสภาพไปเป็นห้องกินเหล้าเรียบร้อยแล้ว

ใครถ่ายรูปนี้เนี่ย สั่นยิกเลย จากซ้ายมาขวา... ปิ๊ก นนท์ พีท พ้ง(วี่) พี่อากิ เกื้อ จูน หิ้วเบียร์เหล้ากับแกล้มกันโจ้งครึ่มเลย

แต่นั่งได้แปบเดียว เค้าก็บอกว่าต้องปิดห้องแล้ว เพราะมันเป็นห้องส่วนกลางของโรงแรม เลยย้ายไปที่ห้องของพี่อินาตะกันแทน พร้อมกับเปิดวงโจ้งครึ่มครั้งยิ่งใหญ่กันทันที

วาระที่หนึ่ง : เกมกินเหล้า ซึ่งประกอบไปด้วยเกมหลากหลายประเภท ทั้งที่เราคนไทยรู้จักและไม่รู้จัก ก่อนอื่นเลยก็เล่นเกม อินเดียนโป๊กเกอร์ (ชื่อเท่ล่ะสิ ความจริงก็คือไอ้เกมเอาไพ่แปะหัวกันนั่นแหละ) ต่อมาก็เล่นเกมหน่อไม้อะไรสักอย่าง วิธีเล่นก็ง่ายแสนง่าย แล้วก็ทำให้ผู้เล่น เมาได้ง่ายแสนง่ายเช่นกัน ไว้กลับไปค่อยสอนละกัน หลังจากนั้นก็มีเกม เซนดะ มิซุโอะ ไอ้นี่ก็เล่นง่ายอีกละ เมาง่ายเหมือนเดิม แล้วก็มีการเอาเกมไทยๆไปสอนเค้าเล่นด้วย เช่น เซเว่นอัพ เป็นต้น หลังจากเล่นเกมทั้งหลายผ่านพ้นไป รู้สึกผู้ที่รับเคราะห์รับประทานแอลกอฮอล์ไปมากที่สุดจะเป็นพี่หมี หรือ พี่คุไม ของเรานั่นเอง เล่นเอาหลอนไปเลย และครั้งนี้ เรายังทำให้พี่ซันกินเหล้าได้ด้วย ถือว่าประสบความสำเร็จ ส่วนพี่ดอนขานั้นขาเมาอยู่แล้ว...

จากซ้ายไปขวา เริ่มจากคนที่เห็นแค่ครึ่งหน้า... พี่ฟุค(คนเวียดนาม) พี่อากิ พีท พี่ซัน พี่อินาตะ พี่ฟูจิตะ

หลังจากเล่นเกมทั้งหลายจบ ก็ถึงเวลาสาวๆเข้านอน จูนเกื้อ กลับห้องไปนอนละ ต่อจากนั้น บรรยากาศในห้อง จากที่สว่างๆ ก็ฉับพลันเปลี่ยนไป มีบรรยากาศมืดๆ ทมิฬๆ ครอบคลุมเข้ามาทันที

"อะไรที่มันอยู่ในวงเหล้า ก็ให้มันจบอยู่แค่ในวงเหล้า" เพราะฉะนั้นเรื่องเสื่อมเสียๆ ตั้งแต่ตีหนึ่งเป็นต้นไป จะไม่ขอเอามาเปิดเผยในที่สาธารณชนนะครับ ขอพูดแค่ว่าส่วนใหญ่ก็จะเป็นการสานสัมพันธไมตรีและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและภาษาระหว่างไทยและญี่ปุ่น กันเสียมากกว่า โดยในครั้งนี้ อาจารย์ฮายาชิ และ พี่ฟูจิตะ ได้สั่งสอนและชี้แนะอะไรให้พวกเรามากมายทีเดียว โดยแลกเปลี่ยนกับที่ทางเราก็ได้สอนอะไรดีๆกับเค้าทั้งคู่ไปเยอะเหมือนกัน

และหลังจากตีหนึ่งเป็นต้นมา เหล่าทหารก็เริ่มล้มตายกันไปเป็นหมู่ๆ หรือเดี่ยวๆ โดยนนท์และพี่อากิได้เสียชีวิตไปเป็นรายแรก เวลาประมาณตีสี่ครึ่ง ต่อมาก็เป็นพี่ดอนและพี่คุไม ประมาณตีห้า ตามด้วยเจ้าพีท ประมาณตีห้าครึ่ง และปิดท้ายด้วยคู่ขาคู่ฮา อาจารย์และนักเรียน ฮายาชิเซนเซย์และพี่ฟูจิตะ ด้วยเวลาประมาณหกโมงเช้า เรากับปิ๊กก็คิดว่า คงได้เวลาอันสมควรแล้วที่จะเข้านอนกันเสียที แต่เผอิญ เราลืมไปว่า พี่อากิซึ่งนั่งเฮฮาบ้าจี้อยู่ในขณะนั้น ได้นอนไปแล้ว แล้วนี่พี่เค้าตื่นมาอีกรอบแล้วนี่หว่า เค้าเลยไม่ง่วง แล้วชวนเราคุยยาว ทำให้เราทั้งคู่ ต้องตกเป็นคู่หูสนทนากับพี่อากิไปจนเช้า... สรุป เวลานอนของปิ๊ก คือ ครึ่งชม. ตอน 7.30 - 8.00 ส่วนเราเป็นผู้เดียวในทริป ที่ไม่ได้นอนแม้แต่แอะเดียวตามคาด... ง่วงชะมัด...

หมายเหตุ... ขอแสดงความเสียใจกับนนท์ด้วย ที่ดันหลับไปก่อน ทำให้โดนฟูจิตะลักหลับ และ เสียความบริสุทธิ์ไป... (ภาพดังกล่าวไม่สามารถแสดงออกมาในที่สาธารณชนได้ เพราะ เรท 18+)

สภาพผู้ตาย

เรียงจากซ้ายไปขวา นนท​์ พีท ฮายาชิเซนเซย์ พี่ดอน (ความจริงต้องมีซากพี่ฟูจิตะด้วย แต่รู้สึกว่าจะแอบลุกขึ้นมาแล้วหนีไปนอนที่อื่นตอนไหนก็ไม่รู้)

นี่คือภาพยามเจ็ดโมงเช้าที่ทะเล Izu (มันว่างอ้ะ ไม่มีไรทำ ออกมาเดินตากฝนถ่ายรูปเล่นกันดีกว่า)

หลังจากเดินเล่นเสร็จ กลับมานั่งคุยกับพี่อากิ อีกสักพัก เจ้าปิ๊กก็เสียชีวิตเป็นรายสุดท้าย กลางโซฟาหน้าห้องอาหารกันเลย

และจากบทสนทนาเมื่อคืน ทำให้ปิ๊กได้พบกับประโยคสำคัญที่จะเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันเสียที ซึ่งก็คือ

僕とつき合ってください。

ไม่ขอแปลไว้ ณ ที่นี้ กรุณาไปค้นหาคำแปลกันเอาเอง

หลังจากนั้น ทุกคนก็ทยอยกันตื่น แล้วพร้อมหน้ากันในห้องอาหาร เพื่อรับประทานอาหารเช้ากันในเวลา 8.00 พร้อมกันซัดข้าวเช้า แล้วก็รอเวลาถ่ายรูปหมู่กันตอน 9.30 ทำให้เราได้มีเวลาพักผ่อนกันอีกสักพัก

จูนก็ขอออกไปถ่ายรูปนิดนึงก่อนกลับ

และสุดท้ายก็เตรียมตัวออกเดินทางเพื่อกลับไปสู่มหาลัยของเรา

หลังจากออกจากที่พักมาไม่นาน ก็มีไปแวะดูหน้าผากัน เราก็งงเหมือนกัน ฝนตกอย่างกับพายุ คนยังแห่ไปดูหน้าผากัน แบบนี้ต้อง "คิดมั่งนะ..."

ระหว่างทาง ก็แวะกินอาหารกลางวันกันที่ร้านของฝาก ซึ่งไม่รู้ชื่อ แล้วก็ซัดโซบะกันไปคนละชาม แล้วก็แยกย้ายกัน ออกเดินทางกลับบ้าน โดยรถคันอื่นๆก็ตรงดิ่งกลับบ้านกันเลย แต่พี่ดอนก็ออกไอเดีย พา เรา จูน เกื้อ ไปกินโอโคโนมิยากิกันเป็นอาหารเย็นก่อนกลับบ้าน

โอโคโนมิยากิ ร้านใกล้ๆบ้านของเรา อร่อยมากๆเลย ทำเองด้วย แต่ผมไม่ได้ทำ สั่งมา 3 แบบ พี่ดอน เกื้อ จูน เป็นคนทำ ส่วนเราก็แหงสิ เป็นคนกินไง

รูปพ่อครัวของเรา พี่ดอนนั่นเอง

ส่วนนี่ก็แม่ครัวของเรา

อันนี้คือ ยากิโซบะโอโคโนมิยากิ

ส่วนนี่ ซีฟูดโอโคโนมิยากิ

ถ่ายรูปคู่กับพี่ดอนหน่อย

และหลังจากนั้น พี่ดอนก็มาส่งพวกเราที่หอพัก เป็นอันจบการเดินทางอันแสนสนุก Nagai Lab Trip to Izu สองวัน หนึ่งคืน แม้ว่าจะไม่ได้ความรู้อะไรเลย แต่เราได้อะไรที่มีคุณค่ามากกว่าความรู้กลับมาเต็มกระเป๋าเลย ไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพกับเพื่อนในแลบ เบื้องหลังของใครหลายๆคนเวลาเมา และได้สอนภาษาไทยดีๆและแลกเปลี่ยนความรู้กับฮายาชิเซนเซย์และพี่ฟูจิตะอีกมากมาย

สุดท้าย ขอขอบคุณพี่ดอนมากครับ สำหรับคำแนะนำ และ ให้พวกเรานั่งรถ และพี่ขับตลอดสองวันไม่ได้พักเลย ขอบคุณมากๆครับ

edit @ 23 Jun 2008 13:44:33 by [C-Doe]Rowy_!~~

นี่คือเรื่องราวของวันอาทิตย์ในสัปดาห์ที่ 2

โดยจูน ตัดสินใจที่จะอยู่บ้าน ทำความสะอาดห้อง ซักผ้า รีดผ้า ล้างจาน ทำงานบ้าน ให้เพื่อนๆทุกคน(ก็บ้าแล้ว... เค้าทำแค่ห้องตัวเอง พวกผู้ชายก็ซกมกต่อไป...)

ส่วนเกื้อ ได้กลับไปอยู่ที่บ้านที่ญี่ปุ่นในสุดสัปดาห์นี้

ทำให้ ชายล้วน 4 หน่อ ได้ออกเดินทางไปเที่ยวด้วยตนเอง โดยไปอากิฮาบาระ และ โตเกียวทาวเวอร์

อากิฮาบาระ สำหรับข้าพเจ้า เป็นรอบที่ 3 แล้ว ตั้งแต่มาที่นี่สองสัปดาห์ ส่วนโตเกียวทาวเวอร์ ไปก็จริง แต่ไม่ได้ขึ้น...

เริ่มจากการตื่นเช้ามาแต่ไก่โห่ ประมาณสิบเอ็ดโมง(มันเช้าตรงไหนวะ) ก็ได้ออกเดินทางจากสถานีฮิงาชิโคกาเนย์บ้านเรา ไปสู่ อากิฮาบาระ เมืองศูนย์รวมแห่งอนิเมและเครื่องใช้ไฟฟ้า(โดยอัตราการเจริญเติบโตแปรผกผันกันตามลำดับ)

โดยเริ่มจากการไปหาข้าวกลางวันกินกันก่อนเลย สุดท้าย ข้่าวกลางวันก็คือ ทาโกะยากิ 1 กล่อง กับ เครป 1 ชิ้น กินกันสี่คน... (อนาถยิ่งนัก...)

และเราก็เดินเล่นกันในอากิฮาบาระจนถึงเย็น ส่วนใหญ่ จะเป็นการนำเที่ยวใต้ดินซะ 80 เปอร์เซนต์ (ปิ๊กมันวอนท์ อยากลงใต้ดิน 555) และก็เล่นเกมหยิบตุ๊กตา ซึ่งเกมหยิบตุ๊กตาที่นี้ หรือ เครนเกม จะมีวิธีเล่นไม่เหมือนที่ประเทศเรา คือ...

ประเทศไทย - หยิบวัตถุขึ้นมา ปล่อยวัตถุลงมาสู่ทางออก

ประเทศญี่ปุ่น - เขี่ยวัตถุให้ไปใกล้ทางออก แล้วใช้เครนเตะมันลงมา

แต่พอดี ไปเจอตู้นึง หยอด 500 เยน เล่นได้สามครั้ง แล้วเป็นเครื่องที่เล่นยากกกกกกกมาก หลังจากได้เห็นคนเล่นไปหลายคน ทุกคนที่เล่น จะได้ตุ๊กตาจากตู้นี้ 2 ตัวขึ้นไป เราเลยต้องขอลองกันสักนิด...

หยอดไป 500 เยน นี่คือผลที่ได้

มันยากจริงๆ เล่น 3 ที ได้มา 2 ตัวเนี่ย... (ประชดนะครับ)

หลังจากที่ข้าพเจ้าได้เสียตังไปกับสารพัดหนังสือ ของส่วนตัว สินค้าอนิเมหลายๆรูปแบบ ก็ถึงคราวของ เจ้าปิ๊กกับเจ้านนท์เสียตังกันมั่งแล้ว

เราได้ไปเดินกันที่ห้างโยโดบาชิของอากิฮาบาระ ทั้งคู่ตรงดิ่งไปยังโซนโมเดลกันดั้มและโมเดลรถ ไอ้ปิ๊กเป็นผู้เสียชีวิตรายแรก หยิบอาซุราดะมา 1 ea ส่วนเจ้านนท์หยิบกันดั้มอะไรสักอย่าง ตัวใหญ่มากๆ มา 1 ea

หลังจากเสียเงินกันไปถ้วนหน้า ก็ไปกินข้าวเย็นกันที่ร้านเทมปุระอะไรสักอย่าง อร่อยมากกกๆ แต่สั่งผิด ไปสั่งชุดโคตรใหญ่มา กินเข้าไปหมด ขึ้นอืดกันไปเลยทีเดียว

โอ๊ะ เกือบลืม วันนี้ไปเห็นชุดคอส ซัน กับ ลูน่า จาก Seto no Hanayome และชุดคอส Nanoha StrikerS มาด้วย

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่อากิฮาบาระ ก็เตรียมออกเดินทางไปสู่โตเกียวทาวเวอร์ ก่อนไปก็ ขอแอบถ่ายเมดหน้าสถานีกันนิดนึงเน้อ

หมายเหตุ... อากิฮาบาระ วันนี้เงียบเหงามากครับ เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมามีเหตุสลด เกิดการฆาตกรรมมีผู้เสียชีวิต 7 คน ที่นี่ ทำให้วันนี้มีพิธีไว้อาลัย และ ยกเลิกการปิดถนนในวันอาทิตย์

และแล้ว เราก็ถึงสถานีที่มีโตเกียวทาวเวอร์สถิตอยู่

ขออภัย ขี้เกียจหมุนภาพ หมุนคอดูกันเองละกันนะครับ

แค่นี้แหละครับ โตเกียวทาวเวอร์ ไว้คราวหน้า เราจะมาปีนแกซะ แต่วันนี้ดึกแล้ว แล้วมากันแค่สี่คน แล้วมีแต่คู่รักเต็มไปหมด เอียนละ กลับหอดีกว่า

โอ๊ะใช่ๆ ระหว่างทางที่จะเดินไปโตเกียวทาวเวอร์ เราผ่านประตูอะไรไม่รู้มาด้วย

ก็แค่นั้นแหละ หุๆ

และแล้วก็จบไปอีก 1 วันอันแสนจะเหน็ดเหนื่อย เที่ยวกันไปได้นะ วันรุ่งขึ้นมีพรีเซนต์งานกับพี่ดอนด้วย ยังจะว่างมาเที่ยวกันอีก เอ้า กลับบ้านทำงานๆ

ปล. ขออีกภาพ แองเจิลลิ่งน่ารักมะ สองตัว 500 เยน หุๆ

ปล.2 ตัวสีชมพูให้จูนนี่ไปละ ส่วนตัวสีฟ้า เก็บไว้เป็นหมอนข้างของตัวเอง 555

ปล.3 วันนี้ซื้อ New Type เล่มใหม่สุดมา หน้าปก ฮารุฮิผมยาว สุโก๊ยแม๊กซ์!!!

ในที่สุด สัปดาห์หน้าก็จะได้เริ่มทำงานจริงๆจังๆกันซะที (เหรอวะ...)

ในขณะนี้ ชีวิตประจำวันของพวกเราก็ดำเนินไปได้ 3 สัปดาห์แล้ว โดยทุกอย่างก็เริ่มลงตัวขึ้นเรื่อยๆ แต่พักนี้ชักจะสงสัยว่า เราอยู่ที่ญี่ปุ่นหรือเขาชนไก่กันแน่ ไม่ทราบว่าทำไมต้องทำอาหารกินกันเองด้วยครับ - -

โดย เราได้แบ่งเบาภาระกันไป โดยผู้รับผิดชอบเสียสละห้องตัวเองเป็นห้องครัว ก็คือ ปุ๊กปิ๊ก ผู้เสียสละห้องตัวเองเป็นห้องกินข้าว ก็คือ ปุ๊กปิ๊ก ผู้เสียสละห้องตัวเองเป็นห้องนั่งเล่น ก็คือ ปุ๊กปิ๊ก ผู้เสียสละห้องตัวเองเป็นที่รวมขยะ ก็คือ ปุ๊กปิ๊ก ... ปุ๊กปิ๊กช่างเป็นคนดีเสียนี่กระไร แต่เกรงใจมันมั่ง...

ภาพถ่าย ณ ห้อง common room ของพวกเรา หรือ ห้องปุ๊กปิ๊กนั่นเอง

และในขณะนี้ จูน ปิ๊ก และ นนท์ ได้ดู School Days 12 ตอน เป็นอันจบสิ้นไปเรียบร้อยแล้ว พร้อมกันอิ่มเอิบกับอนิเมดีๆเรื่องนี้ไปตามๆกัน

และ ชีวิตประจำวันแสนหรรษาของพวกเราก็ผ่านไปๆ พร้อมกับเกมโง่ๆ ที่จบไปทีละเกมสองเกม

ขณะนี้ พีทกำลังเรียนรู้ที่จะเป็นเกษตรกรอยู่

ส่วนเรากับจูนก็สำเร็จวิชาจัดสายการบินไปเรียบร้อยแล้ว

ขอย้ำอีกครั้ง ที่นี่ญี่ปุ่น ไม่ใช่ เขาชนไก่... ไม่ใช่ ฟาร์มเลี้ยงเป็ด หรือ สนามบิน อะไรทั้งสิ้น...

มาฝึกงานโว้ย!!

edit @ 20 Jun 2008 09:33:44 by [C-Doe]Rowy_!~~

หลังจากผ่านชีวิตลำเค็ญ การฝึกงานอันแสนจะยากลำบาก (ตรงไหนฟะ) มาได้ 1 สัปดน ทางเหล่าอาจารย์และรุ่นพี่ทั้งหลาย ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นไปซะเก้าสิบห้าเปอร์เซนต์ ก็ได้จัดเวลคั่มปาร์ตี้แบบเอิ๊กอ๊ากๆขึ้น ในคืนวันศุกร์ที่ 6 มิ.ย. ทำให้เราได้รู้ข้อเท็จจริงหลายๆอย่าง...

1. ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของโลก ถ้าเป็นวิศวะ มันจะต้องหาทางเมาให้ได้

2. ที่ญี่ปุ่น อาจารย์กับนักเรียน จะเมาด้วยกัน

3. คนที่สำเร็จวิชาขี้เมาแล้ว จะชอบใส่ชุดนอนมาทำงาน

4. ไอ้ปิ๊กแม่งเซียนจับหมู

5. โอโตโอโต้ยอิเต๊ะ อะไรสักอย่าง หมายความว่า "แฟน ก็ไว้ส่วนแฟน เรา ก็ไว้ส่วนเรา ... สิวะ" (โดย มิสซะเตอร์ฟูจิ)

6. ไอ้นนท์ ไม่มีแฟน (หรอวะ?)

7. คนญี่ปุ่น รู้จักอนิเมกันทุกคน แต่ดูมากดูน้อยดูจนเป็นบ้า นั่นอีกเรื่อง

8. ที่ญี่ปุ่น ห้ามรินเหล้าเอง ต้องให้คนอื่นรินให้ เพราะงั้น ถ้าอยากเมาเร็วๆต้องหาคู่ขา รินกันไปรินกันมา

9. ที่ญี่ปุ่น ห้องประชุม ห้องสัมมนา ห้องทำงาน ห้องทำพิธี ห้องเมา ห้องกินเหล้า ห้องกินข้าว ห้องนอน คือห้องๆเดียวกัน (แต่ต้องเกรงใจกันนิดนึงเน้อ)

10. คนญี่ปุ่นจะพยายามพูดภาษาอังกฤษกับคนไทย ส่วนคนไทยจะพยายามพูดภาษาญี่ปุ่นกับคนญี่ปุ่น (แล้วมันจะรู้เรื่องกันมั้ยวะ)

11.ไอ้ปิ๊กมันจะคิดศัพท์ญี่ปุ่นใหม่วันละคำ

12.YED MAFFF

13.YED Don (เมนูอาหารชนิดหนึ่ง เอาไว้ราดข้าว อร่อยสาดดดหมาบ้าไปแล้ว)

14.Takesue San ชอบมาเหล่หนุ่มๆที่ห้องเรา (แต่น่าจะชอบไอ่ปิ๊กนะ กุว่า..) 

15.ไอ่นนท์มันจะล่อ Gundum แล้ว

16.ไอ่นนท์มันล่อ Gundum ไปแล้ว 

และอีกเหตุการณ์สำคัญก็คือ กำลังจะถึงวันที่ 8 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันเกิดของจูนนี่ หรือ ที่ไอ้ปิ๊กเปลี่ยนชื่อให้เป็น คุณโรคุ ไปแล้ว

และแล้วแผนการเซอร์ไพรซ์แบบลวกๆก็ได้เริ่มขึ้นในวันที่ 7 ซึ่งตื่นเช้ามา ทุกคนได้แยกย้ายออกไปทำภารกิจของตนเอง คือ ข้าพเจ้า ไปอากิฮาบาระ ที่เหลือ หนูไม่รู้... เห็นบอกไปชิบุย่ากันมามั้ง... เป็นวันที่เหนื่อยมากอีกหนึ่งวัน เพราะหลังจากไปอากิ หิ้วสารพัดของ ไหนจะหนังสือ ไหนจะผ้าปูที่นอน ไหนจะของขวัญวันเกิด แล้วยังต้องไปแวะคิชิโจจิก่อนกลับด้วย เพราะต้องไปซื้อเค้ก แต่มิหวั่นฮ่ะ สุดท้ายก็กลับมาเจอกันที่หอตอนประมาณหกโมงเย็นกว่าๆ จะทุ่มนึง (กุนัดห้าโมงนะ ไอ้คุณเพื่อนๆ...) หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ นั่งรอเซอร์ไพรซ์หนูจูนตอนเที่ยงคืน ^^

และแล้ว พอถึงเวลาเที่ยงคืน เราก็ขนเค้กเข้ามาในขณะที่เจ้าตัวกำลังเอนจอยกับการเล่นไพ่ซึ่งเป็นเรื่องปกติ... เค้าเล่นทุกคืน... - -

สาด...ค่าโดนัทกุอ่ะ จ่ายกุด้วยจิ... 

และก็ถ่ายรูปหมู่ ครอบครัวหรรษากันหน่อย หุๆ

พร้อมกับเปิดปาร์ตี้โดนัทยามค่ำคืน แต่สรุป ไม่มีใครกิน วันรุ่งขึ้นโดนัทเหล่านั้นเลยตกลงท้องข้าพเจ้าเกือบหมด...

และในคืนนี้ พี่ซันก็มาร่วมปาร์ตี้กันด้วยล่ะ

แล้วในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากเจ้าของวันเกิดได้ทำการรีเควสท์ว่า อยากไปทำบุญในวันเกิดตัวเอง แผนการช๊อปปิ้ง เที่ยว เมา ทุกอย่าง จึงเป็นอันพับเก็บไป (ความจริง ไม่มีแผนอะไรหรอก ล้อเล่น) และก็ได้เดินทางไปสู่ฮาราจูกุ ไปศาลเจ้าเมจิอะไรสักอย่าง (ไม่ใช่เมจิที่เป็นยี่ห้อนมนะ)

และเราก็ได้พบกับโคมไฟประหลาด และ ลังประหลาด ซึ่งไม่รู้ว่ามันคืออะไร เพราะ อ่านป้ายไม่ออก

แต่ก็ยังมีไอ้บ้าตัวนึงที่พยายามอ่านอยู่ดี...

และที่ศาลเจ้านี้ ทำให้เราได้เจอการแต่งงานสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ เป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก แล้วที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่าคือ มันจะแต่งงานอะไรกันมากมาย วันนั้นแค่ ชม.เดียว ไม่รู้แต่งกันไปกี่คู่...

และหลังจากนั้น เราก็หิวโซกันมาก เนื่องจากหลงทางอยู่ในฮาราจูกุ แล้วในที่สุดก็พลัดไปเจอร้านราเมงร้านนึง ดูเป็นร้านเก่าแก่มาก น่าค้นหายิ่งนัก จึงทำการเข้าไปตรวจสอบดู พบว่า รสชาติก็เก่าแก่ยิ่งนัก เฮงซวยที่สุด... เป็นอันเฟลไปมื้อนึง

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่ฮาราจูกุ ก็แยกทางกัน โดยไอ้สามหนุ่มที่ภาษาญี่ปุ่นแข็งแรงมากๆๆๆ ได้ออกไปผจญเพลิงที่ชินจูกุกันต่อด้วยตัวเอง ส่วนเรากับจูน ก็กลับมานอนพักที่หอตามระเบียบ

ปล. สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แอบหนีไปเที่ยวตลาดปลาสึคิจิกันมาด้วย ออกจากหอตีสี่ครึ่ง ไปช่วยเค้าเปิดตลาด... แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่สนุกยิ่งนัก กับการต้องคอยหลบรถขนของ และ การเอาซูชิสุดอร่อยเข้าปากตอนเจ็ดโมงเช้า อืมม... ที่นี่เค้ากินซูชิเป็นข้าวเช้าสินะ

และเนื่องด้วยแหกขี้ตากันตั้งแต่ตีสี่ ไปเดินดูตลาด ทำให้หนูจูนสลบไสลไปกลางรถไฟ... (ความจริงน่าปล่อยทิ้งไว้ ให้นั่งเลยออกนอกโตเกียวไปเลย 555)

เป็นอันเสร็จสิ้นสัปดาห์แรกไปอย่างมีความสุข แฮปปี้ดีพร้อมพ์ ว่างงานชะมัด...

และในตอนต่อไป เราก็ได้พบกับคำว่า "ฝึกงาน" ซะที...

โปรดติดตามชมตอนต่อไป...

edit @ 16 Jun 2008 23:34:12 by [C-Doe]Rowy_!~~

edit @ 17 Jun 2008 09:29:58 by [C-Doe]Rowy_!~~

และแล้ว การฝึกงานสุดหฤโหด(รึเปล่า) ก็เริ่มขึ้น

โดยมีพี่ดอน และ พี่ซัน เป็น Supervisor คอยดูแลอย่างใกล้ชิดและคอยช่วยเหลือพวกเราทุกอย่างเลย ขอบคุณอาจารย์ทั้งสองท่านอย่างยิ่งครับ

และในวันแรก พวกเราทั้งหกคนก็ได้พบกับห้องทำงานของตัวเอง

นี่ก็คือสภาพทั่วไปของห้อง เห็นอย่างนี้แต่น่าอยู่สุดๆเลย ไม่อยากจะบอก หุๆ ในสองสัปดาห์แรก จะเป็นการเรียนการสอนซะมากกว่า โดยอาจารย์สุดหล่อของพวกเรา พี่ซัน นั่นเอง พี่ซันสละเวลางานของตัวเองมามอบความรู้ที่จำเป็นในการเอาตัวรอดของพวกเรา ขอบคุณมากคร้าบ

วิชาที่เรียนก็จะเป็นพวก MATLAB , simulink , Vehicle Dynamics , Vibrations , etc...

และเนื่องจากยังไม่มีงานอะไรทำ เป็นเรียนๆๆ จึงทำให้เวลาว่างถมถืดอย่างไม่น่าเชื่อ... จึงทำให้มีวิชาเพิ่มเติมขึ้นมาอีกเยอะแยะมากมาย เช่น

วิชา MSN , Youtube , นอนสมาธิ และ อื่นๆอีกมากมายยย


ภาพข้างบนคือตัวอย่างวิชา นอนสมาธิ และ Youtube ซึ่งเป็นวิชาเลือก ส่วนวิชา MSN นั้นเป็นวิชาหลัก ทุกคนต้องเรียน...

แต่การเรียนของพวกเรา ก็ไม่จบแค่ในห้องบ้าใบ้นี้เท่านั้น (ไม่รู้ใครตั้งชื่อห้องนี้ไปเรียบร้อยแล้ว...) แต่พี่ดอนยังไปติดต่อทางแผนกสอนภาษา ทำให้พวกเราได้เรียนภาษาญี่ปุ่นกันอีกต่างหาก โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มฉลาด ประกอบด้วย โรวี่ จูน เกื้อ และ กลุ่มฉลาดมาก ประกอบไปด้วย ปิ๊ก นนท์ พีท ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นกัน สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง (ขอบคุณพี่ดอนมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)

สุดท้ายนี้ หลังจากผ่านสองสัปดาห์แห่งการเรียนรู้นี้ไป ก็ไม่รู้จะต้องไปเผชิญอะไรมั่ง...

แต่ในขณะที่พิมพ์อยู่นี้ งานก็เริ่มสุมหัวแบบเอาตัวไม่รอดแล้วล่ะครับ ขอตัวลี้ไปทำงานก่อนละเด้อ...

edit @ 14 Jun 2008 00:17:03 by [C-Doe]Rowy_!~~

edit @ 16 Jun 2008 23:50:13 by [C-Doe]Rowy_!~~

edit @ 17 Jun 2008 09:30:59 by [C-Doe]Rowy_!~~

สวัสดีครับ ขอรายงานผลการฝึกงานที่ญี่ปุ่น ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

เริ่มต้นด้วย ได้ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2008 เวลา 6.00 ... ไม่ทราบว่า จะไปปลุกไก่บนเครื่องบินกันหรือไงครับ...

และเนื่องจากอดนอนมาทั้งคืน เพราะกะจะไปนอนบนเครื่องบิน แต่ทว่าเนื่องจากไอ้คุณเก้าอี้ที่มันช่างเล็กสนิทอะไรขนาดนั้น ทำให้แผนการที่จะนอนเป็นอันต้องพับเก็บไปโดยปริยาย สรุป นั่งแหกขี้ตา ทำแฟนซับกลางอากาศกันเลยดีกว่า (Zettai Karen Children ep.08 ซับไทย เป็นผลงานที่ทำบนอากาศนะครับ 555)

และแล้ว เมื่อเวลาบ่ายสอง เวลาท้องถิ่นของประเทศญี่ปุ่น ทางคณะของเราก็ได้ลงมาถึงสนามบินนาริตะโดยสวัสดิภาพ โดยเครื่องบินจากสายการบิน Northwest Airline

เอ่อ แต่ว่า เครื่องบินในภาพ เป็นเครื่องข้างๆนะครับ เครื่องที่พวกเราเดินทางมามันเล็กกว่านี้...

หลังจากนั้น พวกเราก็เดินชิวๆ ทอดน่อง ไปเอากระเป๋า ผ่าน Custom และในขณะที่กำลังจะออกไปล๊อบบี้ของสนามบิน เจ้าปิ๊กก็สร้างเรื่องเป็นคนแรก โดยการโดนพนักงานที่สนามบินสั่งให้ระเบิดกระเป๋าตรวจ สงสัยเพราะหน้าตามันดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจ ไม่เห็นคนอื่นเขาจะโดนเลย จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้น้ำพริก มาม่า และทุกๆอย่างในกระเป๋าเจ้าปิ๊กระเบิดออกมากลางสนามบิน เป็นที่อับอายแก่ผู้คนที่สัญจรไปมายิ่งนัก

หลังจากออกมาที่ล๊อบบี้ อ.พงศธร นัดเอาไว้เป็นเวลาบ่ายสาม ในขณะนั้นเกือบจะถึงเวลานัดแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของอาจารย์แต่อย่างใด จนในที่สุด เจ้าปิ๊กก็สร้างเรื่องอีกแล้ว โดยการออกความเห็นให้เขียนป้ายหาคนมารับ (ปกติแล้ว มันต้องเป็นคนมารับถือป้ายสินะ...) แล้วเดินทั่วล๊อบบี้สนามบิน จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่พบอาจารย์แต่อย่างใด



และแล้ว เมื่อเวลาประมาณสามโมงครึ่ง อ.พงศธร ก็ปรากฏตัว และก็ได้ทำการรู้จักกัน และ อาจารย์ก็บอกว่า "อย่าเรียกว่า อาจารย์ เลย มันดูแก่ เรียกว่า พี่ ละกัน" จาก อ.พงศธร เลยกลายเป็น พี่ดอน ไปตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

แล้วเราก็ขึ้นรถไฟสายเคย์เซย์เข้าสู่ใจกลางเมืองโตเกียว และ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา นั่งไปนั่งมา บ้าใบ้ไปบ้าใบ้มา จนกระทั่งถึงที่หมาย "สถานี ฮิงาชิ โคกาเนย์" เดินต่อไปอีกเกือบสิบนาที ก็ถึงหอพัก ข่าวดีคือ ได้ห้องคนละห้องเลย สุดยอดมาก ส่วนข่าวร้ายก็คือ ไม่มีลิฟท์... ทุกคนเลยลำบากลำบนแบกกระเป๋าขึ้นไปเก็บ แต่ยังไม่ได้เข้าห้องตัวเอง ก็ออกไปกินข้าวเย็นกันซะละ...

ในที่สุด ก็ได้เจอกับอาจารย์วทันยู ซึ่งเหมือนเดิม พวกเราก็เรียกอาจารย์ว่า "พี่ซัน" และก็ได้ออกไปกินข้าวเย็นมื้อแรกกัน ซึ่งเป็นร้านอาหารจีนที่ให้เยอะแบบโคดๆ บ้าไปแล้ว จานนึงกินกันได้สี่คนเลยเชียว

และแล้วก็กลับมาที่หอ พี่ซันก็สอนเรื่องทั่วๆไปเกี่ยวกับหอ หอเป็นห้องเดี่ยว นอนคนเดียว มีเครื่องใช้เสร็จสรรพ แอร์ ตู้เย็น ห้องน้ำส่วนตัว น้ำร้อน เตียง ตู้ ปลั๊กไฟ ไฟฟ้า พื้น หลังคา ขี้ฝุ่น ซากแมลงตาย ครบถ้วน

ไม่พูดไม่จา ขอเปิดคอมก่อนเลยละกัน แต่ยังไม่มีเนตอ้ะ...

 

และแล้วก็จบวันแรกไปอย่างเฮๆ นอนดีกร่า...

edit @ 13 Jun 2008 12:07:43 by [C-Doe]Rowy_!~~

edit @ 13 Jun 2008 23:56:25 by [C-Doe]Rowy_!~~

edit @ 14 Jun 2008 00:17:28 by [C-Doe]Rowy_!~~